คลังเก็บหมวดหมู่: BLOG

20อันดับสุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน”ของคนญี่ปุ่น ตอนที่ 2

20 อันดับสุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน” ของคนญี่ปุ่น (ตอนที่ 2)

เราทราบกันดีว่าญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศสุดยอดแห่งเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์คิดค้นสินค้าและนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ด้วยอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นที่มีความละเอียด ทำให้สามารถสรรค์สร้างอะไรต่อมิอะไรออกมาให้โลกว้าวได้เสมอ คราวนี้ ANNGLE ขอพาทุกคนมาชมการจัดอันดับ 20 สุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน” ของคนญี่ปุ่น และน่าจะเปลี่ยนโลกด้วย คราวนี้มาต่อท่ี 10 อันดับที่เหลือกันเลย

ดูอันดับ 20-11 ที่: 20 อันดับสุดยอดนวัตกรรมอาหารที่เปลี่ยนวิถี “การกิน” ของคนญี่ปุ่น (ตอนที่ 1)

อันดับ 10: น้ำส้มสายชูมิตสึคัง (ปี 1804)

 

น้ำส้มสายชูของมิตสึคังผลิตมาจากกากสาเก แต่นำ้ส้มสายชูทั่วไปที่ผลิตจากข้าวนั้นมีมานานมากแล้ว ในสมัยคามาคุระของญี่ปุ่น ซามูไรนิยมกินข้าวและเลียน้ำส้มสายชูไปด้วย ต่อมาในสมัยเอโดะเป็นช่วงที่น้ำส้มสายชูจากข้าวขาดแคลน มิตสึคังจึงได้คิดค้นน้ำส้มสายชูที่ทำจากกากสาเกที่เหลืออยู่มากมายขึ้นมาและก็ได้รับความนิยมมากๆ

อันดับ 9: ขนมปังกระป๋อง (ปี 1996)

 

อันดับนี้เราอาจจะไม่คุ้นเคยกันเท่าไหร่ เพราะนี่คืออาหารยังชีพหรืออาหารฉุกเฉินสำหรับกรณีที่เกิดภัยพิบัตินั่นเอง คิดค้นโดยบริษัท Pan-Akimoto โดยนำขนมปังไปอบในเตาอบพร้อมกับกระป๋องและใส่กระดาษที่มีคุณสมบัติพิเศษเข้าไปด้วย กระดาษนี้จะช่วยควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้ขนมปังในกระป๋องคงความอร่อยนุ่มฟูพร้อมรับประทานอยู่ได้นาน 3 ปีเลยทีเดียว

อันดับ 8: สลัดชิกเก้น (ปี 2001)

 

สลัดชิกเก้น หรือ ซาราดะชิกกิน (サラダチキン) ในภาษาญี่ปุ่น คืออกไก่ชิ้นโตที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้นำไปรับประทานกับสลัดโดยเฉพาะ คิดค้นโดยบริษัทอามาตาเกะ ลักษณะคือเป็นอกไก่สุกที่ปรุงรสแล้วนำมาซีลในบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบสุญญากาศ โดยมีเคล็ดลับคือการนึ่งไก่ในเตาไอน้ำ ทำให้ได้เนื้ออกไก่ที่มีความฉ่ำและอร่อยถูกใจคนญี่ปุ่นจำนวนมาก

อันดับ 7: ข้าวโคชิฮิคาริ (ปี 1944)

 

ข้าวที่เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของญี่ปุ่นจากจังหวัดนีงาตะ ด้วยความที่นีงาตะเป็นจังหวัดที่มีหิมะตกมาก ทำให้ได้น้ำที่ละลายมาจากหิมะและสารอาหารจากดินในพื้นที่สูงซึ่งเหมาะแก่การปลูกข้าว การปลูกข้าวพันธุ์โคชิฮิคาริเริ่มต้นในช่วงก่อนที่สงครามจะสิ้นสุดลง ซึ่งเวลานั้นญี่ปุ่นผลิตข้าวในปริมาณมากโดยไม่เน้นรสชาติ เมื่อข้าวโคชิฮิคาริถือกำเนิดขึ้นจึงเกิดเป็นอิมเมจใหม่ว่า “ข้าวญี่ปุ่นมีรสชาติอร่อย” นับจากนั้นมา และปัจจุบันข้าวโคชิฮิคาริก็คือข้าวที่อร่อยเป็นอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น

อันดับ 6: ฟุเอรุวากาเมะจัง (ปี 1976)

 

ผลิตภัณฑ์สาหร่ายวากาเมะแห้งที่คิดค้นโดยบริษัทริเค็งวิตามิน ก่อนหน้าที่จะมีสินค้านี้ออกมาคนญี่ปุ่นมักจะใส่สาหร่ายวากาเมะในซุปมิโสะเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีของริเค็งวิตามินทำให้ได้สาหร่ายวากาเมะแห้งที่สะอาดและสามารถคืนรูปกลับเป็นเหมือนเดิมเมื่อใส่น้ำ ทำให้ทุกวันนี้เกิดเมนูอาหารญี่ปุ่นมากมายที่มีส่วนผสมของสาหร่ายชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นราเมงวากาเมะ อุด้งวากาเมะ สลัดวากาเมะ และอื่นๆ อีกมากมาย    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

อันดับ 5: ข้าวปั้นร้านสะดวกซื้อ (ปี 1978)

 

ข้าวปั้นสามเหลี่ยมในร้านสะดวกซื้อที่หลายๆ คนชื่นชอบมีต้นกำเนิดมาจากเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่ว้าวมากๆ ในการแยกข้าวและสาหร่ายออกจากกัน แต่เมื่อเราแกะพลาสติกออกตามวิธีที่ระบุไว้ก็จะได้ข้าวปั้นห่อสาหร่ายพร้อมรับประทานแถมไม่เลอะมือด้วย ในปี 1979 ได้วางจำหน่ายในชื่อ Onigiri Q หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและกลายมาเป็นข้าวปั้นประจำร้านสะดวกซื้อต่างๆ ในญี่ปุ่นและหลายๆ ประเทศรวมถึงไทยด้วย

อันดับ 4: โพคารี่สเวท (ปี 1980)

 

 

นวัตกรรมเครื่องดื่มที่เปลี่ยนแนวคิดของผู้คนที่มีต่อการดื่มน้ำ โพคารี่สเวทคือเครื่องดื่มชดเชยน้ำและแร่ธาตุที่คิดค้นโดยบริษัทโอซูก้า ผู้มีความรู้และเทคโนโลยีด้านยาและสุขภาพ คำว่า สเวท (Sweat) แปลว่าเหงื่อ สื่อถึงการเติมน้ำให้ร่างกายเมื่อเหงื่อออกเพื่อป้องกันการเกิดโรคลมแดด ซึ่งมักจะเกิดกับผู้ที่ออกกำลังกายหรืออยู่ในสภาพอากาศร้อนจัดเป็นเวลานานโดยไม่ได้ดื่มน้ำ ซึ่งเครื่องดื่มชนิดนี้นี้มีส่วนช่วยเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพและทำให้คนทั่วไปรู้จักโรคลมแดดมากขึ้นด้วย

อันดับ 3: นัตโตะ

ถั่วหมักที่คนไทยหลายคนยี้ แต่อุดมไปด้วยประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย ทำจากถั่วเหลืองที่นำไปหมักในมัดฟาง ต้นกำเนิดของนัตโตะนั้นไม่ปรากฏแน่ชัด แต่เชื่อว่ามีมานานตั้งแต่สมัยโจมังหรือยาโยอิแล้ว โดยมีทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่ามีคนทำถั่วเหลืองหกใส่ฟางในบ้านและเมื่อนำออกมากินก็พบว่ามันอร่อยมาก ต่อมาในสมัยเอโดะเมื่อโชยุเริ่มเป็นที่นิยม นัตโตะจึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในเมนูอาหารเช้าคู่บ้านคนญี่ปุ่นนับแต่นั้นมา

อันดับ 2: บงคาเร (ปี 1968)

 

คิดค้นโดยบริษัทโอซูก้าอีกเช่นกัน บงคาเรเป็นแกงกะหรี่แบบพร้อมทานที่เพียงนำไปอุ่นแล้วฉีกซองราดข้าวก็รับประทานได้เลย ในช่วงแรกที่วางจำหน่ายนั้นเก็บได้ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาจนสามารถเก็บได้นานถึง 1 ปีโดยไม่ใส่วัตถุกันเสีย ด้วยเทคโนโลยีรีทอร์ท (retort) เพื่อฆ่าเชื้ออาหารซึ่งบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท และในปี 2003 ได้มีการผลิตรีทอร์ทเพาซ์ (retort pouch) เป็นถุงบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำไปต้มในน้ำร้อนหรือใส่ไมโครเวฟได้เลย สร้างความสะดวกสบายและรวดเร็วให้กับการทำอาหารเป็นอย่างมาก

อันดับ 1: คัพนูดเดิล (ปี 1971)

 

อันดับ 1 จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากคัพนูดเดิล บะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูปที่โด่งดังไปทั่วโลก เพียงแค่เติมน้ำร้อนแล้วทิ้งไว้ 3 นาทีก็ได้บะหมี่แสนอร่อยพร้อมรับประทานได้ทันที! คัพนูดเดิลถ้วยแรกของโลกถูกคิดค้นโดยโมโมฟุกุ อันโดะ ผู้ก่อตั้งบริษัทนิสชินที่ได้คิดค้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปซองแรกในนามชิกเก้นราเมงออกมาแล้วก่อนหน้านั้น (อ่านเพิ่มเติมที่นี่) คัพนูดเดิลถือเป็นจุดเปลี่ยนวิถีการกินครั้งใหญ่ไม่เฉพาะของคนญี่ปุ่นแต่ยังรวมถึงคนทั่วโลก เห็นได้จากทุกวันนี้คนไทยเราไม่ว่าเป็นใครมาจากไหนก็ต้องมีโมเม้นต์ซู้ดบะหมี่ถ้วยกันเป็นเรื่องปกติไม่มากก็น้อย

เมื่อญี่ปุ่นคิดจะผลิต “เนื้อสังเคราะห์” ไว้กินบนดาวอังคาร!?

เมื่อญี่ปุ่นคิดจะผลิต “เนื้อสังเคราะห์” ไว้กินบนดาวอังคาร!?

หลังจากที่ในบทความที่แล้วผู้เขียนได้กล่าวถึง “เนื้อเทียม” ที่ทำจากพืช (plant-based meat) ไปแล้ว ที่ว่านอกจาก Next Meats กำลังทำเนื้อเทียมจากพืช “สไตล์ญี่ปุ่น” ทั้งยากินิคุเนื้อเทียม กิวด้งเนื้อเทียม ออกมาขายแล้ว ยังมีการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อสัตว์จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ (cultured meat ซึ่งในที่นี้ขอเรียกสั้นๆ ว่า “เนื้อสังเคราะห์”) ซึ่งเอาเซลล์ของวัวหรือหมูมาเพาะให้ขยายตัวกลายเป็นก้อนเนื้อ (ว่ากันว่าเนื้อสังเคราะห์ของอิสราเอลนั้น เพาะเนื้อไก่หรือเนื้อแกะก็ได้ด้วย) เนื้อสังเคราะห์นั้นบางคนถึงกับเรียกว่า clean meat เพราะไม่ต้องฆ่าสัตว์เอาเนื้อมันมา เราลองมาดูกันว่า ญี่ปุ่นมีความเคลื่อนไหวในเรื่องเทคโนโลยี “การเพาะเนื้อ” กันอย่างไรบ้าง

ญี่ปุ่นมีการวิจัยเกี่ยวกับเนื้อสังเคราะห์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 แต่เนื่องจากสมัยนั้นเทคโนโลยีชีวภาพยังไม่ก้าวหน้าจึงพัฒนาได้ช้า แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยการถือกำเนิดของ “MeatTech” ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาการผลิตเนื้อเพาะเลี้ยงก็ก้าวไปอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่เนื้อเทียมจากพืชถูกพัฒนาและขายเพื่อเป็นอาหารทางเลือก “เพื่อสุขภาพ” หรือ “รักษ์สัตว์” สำหรับผู้บริโภคที่เป็นมังสวิรัติ (vegetarian) หรือวีแกนเป็นหลัก ส่วนประเด็นเรื่องรักษ์สิ่งแวดล้อมนั้นยังเป็นเรื่องรอง แต่การพัฒนาเนื้อสังเคราะห์นั้นเป็นเรื่องในสเกลใหญ่กว่านั้น คือเป็นเรื่องของ “ปัญหาวิกฤตอาหารโลก” พูดง่ายๆ ก็คือเรื่องอาหารจะไม่พอให้ชาวโลกบริโภคกันเลยทีเดียว

ทำไมต้องคิดประดิษฐ์เนื้อสังเคราะห์?

จากการประมาณการของ FAO (องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ) เมื่อปี พ.ศ. 2552 ว่า “หากเราไม่เพิ่มการผลิตเนื้อสัตว์ทั่วโลกให้ถึง 74% ภายในปี พ.ศ. 2593 เมื่อถึงวันที่ประชากรโลกคาดว่าจะมีถึง 9,100 ล้านคน เราอาจตกอยู่ในวิกฤตโปรตีนได้” คำนวณแล้วสรุปได้ว่าภายในปี พ.ศ. 2593 จะต้องเพิ่มปริมาณการผลิตเนื้อสัตว์ในโลกให้ได้ถึง 470 ล้านตัน!!! คือเพื่อขึ้นจากกำลังการผลิตที่เป็นอยู่ไปอีก 200 ล้านตัน

ปัญหาคือ ยิ่งผลิตเนื้อสัตว์มาก ยิ่งต้องใช้ธัญพืชและน้ำมากๆ เช่นการผลิตเนื้อวัว 1 กก. ต้องใช้ธัญพืชเลี้ยงสัตว์ถึง 10 กก. ฉะนั้นกว่าจะเลี้ยงวัวหนึ่งตัวให้หนักได้ที่ที่ 650 กิโลกรัม ต้องใช้ธัญพืชเลี้ยงสัตว์ 6.5 ตัน ฉะนั้นโลกมนุษย์จะต้องผลิตธัญพืชเลี้ยงสัตว์เพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ขอท่านผู้อ่านลองบวกลบคูณหารกันเองนะครับ นั่นแหละครับคือเหตุผลหนึ่งที่ต้องคิดทำเนื้อสังเคราะห์ เพราะการพึ่งพาการผลิตเนื้อสัตว์ตามวิถีดั้งเดิม (คือการปศุสัตว์ เลี้ยงสัตว์มาเชือดเอาเนื้อ) ดูท่าจะไม่เวิร์คแล้วในโลกอนาคต เมื่อมองจากตรงนี้ การผลิตเนื้อสังเคราะห์จึงกลายเป็นทางออกเพื่อจะได้มั่นใจว่าต่อไปภายภาคหน้า มนุษย์โลกจะยังมีอาหารโปรตีนกิน

ในฝั่งตะวันตกเริ่มมีการเอาผลงาน “เนื้อสังเคราะห์” ที่ได้จากการทดลองออกมาแสดงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 โดยมีการจัดงานให้ชิมเนื้อแฮมเบอร์เกอร์ที่พัฒนาครั้งแรกในโลกโดยศาสตราจารย์ Mark Post จาก Maastricht University School of Medicine ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และก็เริ่มมีผลงานอื่นๆ ออกมากันเรื่อยๆ เช่น Memphis Meats ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ American MeatTech ได้พัฒนามีทบอลเนื้อสังเคราะห์ที่แรกของโลกในปี พ.ศ. 2559 บริษัท Super Meat ของอิสราเอลได้พัฒนาเนื้อไก่สังเคราะห์เป็นที่แรกโลก และ Aleph Farms ก็เป็นผู้พัฒนาเนื้อสเต็กสังเคราะห์แห่งแรกในโลกในปี พ.ศ. 2562

 

ส่วนในญี่ปุ่นนั้น การพัฒนาเนื้อสังเคราะห์เกิดขึ้นโดยความร่วมมือของทีมวิจัยของโครงการ “Space Food X” ขององค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) Nissin Foods Holdings และสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ซึ่งโครงการ “Space Food X”  มีจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาเนื้อสังเคราะห์ให้ผลิตได้ในสถานีอวกาศ ต่อไปอาจมีการสร้างโรงงานผลิตเนื้อสัตว์ที่สถานีอวกาศบนดวงจันทร์และดาวอังคารเลยก็ได้ (อีกหน่อยใครอยากจะไปขายอะไรบนดาวอังคารก็ได้ แต่คงขายหมูขายไก่ไม่ได้แล้วนะครับเพราะเขาผลิตเองกินเอง…หยอกๆ ครับ) ส่วนกลุ่มวิจัยร่วมของ Nissin Foods Holdings และสถาบันวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมแห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวก็พัฒนาเอ็นเนื้อ “สเต็กลูกเต๋า” สำเร็จเป็นที่แรกของโลกในปี พ.ศ. 2562

 

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิจัยร่วมของมหาวิทยาลัยการแพทย์สตรีแห่งโตเกียว มหาวิทยาลัยวาเซดะ และบริษัท IntegriCulture โดยร่วมมือกับบริษัท Euglena ซึ่งเป็นบริษัทด้านผลิตภัณฑ์อาหารสาหร่ายแปรรูปและ Nihon Kohden ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ โดยพัฒนา “การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติ” ด้วยใช้สารสกัดจากสาหร่ายเป็นอาหารเพาะเลี้ยง วิธีนี้จะช่วยให้สามารถผลิตเนื้อสัตว์ได้ในราคาไม่แพง ไม่ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่ใส่โกรทแฟคเตอร์ (growth factor) ที่มีราคาแพง

 

เนื้อเทียมที่ทำจากพืชไม่ใช่ทางออกหรือ?

อ่านมาถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า อ้าวแล้วถ้าเราช่วยกันกินเนื้อเทียมจากพืชกันมากๆ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง ถ้าการบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลงก็จะมีการทำปศุสัตว์น้อยลง ใช้ธัญพีชและน้ำน้อยลง นี่ก็เป็นการ “รักษ์โลก” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? เนื้อเทียมที่ทำจากพืชนั้นส่วนประกอบหลักคือธัญพืช เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลี และเปอร์เซ็นต์ของโปรตีนที่สกัดได้จากธัญพืชอยู่ที่ประมาณ 10% ฉะนั้นเราต้องใช้ธัญพืชประมาณ 100 กิโลกรัมเพื่อจะผลิตเนื้อเทียม 10 กิโลกรัม ฉะนั้นมันก็ต้องใช้ทรัพยากรมากๆ ไม่ได้ต่างจากปศุสัตว์

แต่การที่ตอนนี้เนื้อเทียมจากพืชออกสู่ตลาดได้แล้วก็เพราะว่า มันสามารถพัฒนาได้โดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพที่มีอยู่แล้ว แต่ว่าเนื้อสังเคราะห์นั้นมีเทคนิคการเพาะเลี้ยงสองอย่างคือ “การเพาะเลี้ยงเซลล์เดี่ยว” กับ”การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิติ” การเพาะเลี้ยงเซลล์เดี่ยวนั้นใช้เทคนิคระดับพื้นฐาน ดังนั้นจึงมีกลวิธีหลายอย่างและพัฒนาเนื้อสังเคราะห์ได้ง่าย แต่การเพาะเลี้ยงเซลล์แบบ 3 มิตินั้น เป็นเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงที่มุ่งสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างและหน้าที่ซับซ้อน เช่นผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเส้นประสาท ด้วยเหตุนี้จึงมีความยากสูง แต่ในทางกลับกันก็สามารถสังเคราะห์เนื้อที่มีหลอดเลือด ไขมัน กล้ามเนื้อ ให้ละม้ายเนื้อส่วนสันคอ เนื้อซี่โครง หรือเนื้อสันใน (เทนเดอร์ลอยน์) ได้เลยทีเดียว

 

เนื้อสังเคราะห์นั้นผลิตได้ในสภาพแวดล้อมปิดเช่นคลีนรูม ไม่มีมูลสัตว์ ฉะนั้นจึงไม่มีแมลงและเชื้อโรค ผลิตในตึกสูง 10 ชั้นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ที่ดินขนาดใหญ่เช่นฟาร์มปศุสัตว์ (ที่ดินเท่ากันได้ผลผลิตมากกว่า)

และถ้าใช้สาหร่ายเป็นอาหารเลี้ยงเซลล์เพื่อเพาะเนื้อสังเคราะห์ได้ จะยิ่งเป็นการประกันว่าจะมีผลผลิตแน่นอน เพราะสาหร่ายปลูกได้ในน้ำ ไม่ต้องใช้ที่ดิน ถ้าปลูกถั่วเหลืองจะได้ผลผลิตแค่ 580 กก. ต่อเฮกตาร์ต่อปี แต่ถ้าปลูกสาหร่ายจะได้ผลผลิต 10 ตัน ต่อเฮกตาร์ต่อปี ทุกวันนี้ญี่ปุ่นต้องนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ การปลูกสาหร่ายเพื่อเพาะเนื้อสังเคราะห์จะเหมาะสมกับประเทศญี่ปุ่นมากกว่า

การผลิตเนื้อสังเคราะห์กับอุตสาหกรรมปศุสัตว์จะอยู่ร่วมกันได้หรือไม่?

อาจจะมีหลายคนคิดว่า ถ้าการผลิตเนื้อสังเคราะห์กลายเป็นกระแสหลัก สามารถทำเป็นสินค้าออกขายในท้องตลาดแข่งกับเนื้อสัตว์ที่เรากินอยู่ทุกวันนี้ (ที่มาจากการปศุสัตว์) มันจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อการปศุสัตว์ ต่อวิถีแห่งการผลิตเนื้อสัตว์ที่มีอยู่ดั้งเดิมหรือไม่? หากเรามองจาก ณ ปัจจุบันนี้ ซึ่งเนื้อเทียมจากพืชก็ออกมาขายในท้องตลาดแล้วละก็ เนื้อเทียมจากพืชก็เป็นแค่ “อาหารทางเลือก” อย่างหนึ่ง ไม่ใช่อะไรที่จะแทนที่เนื้อสัตว์จริงๆ ได้ แล้วเนื้อสังเคราะห์ล่ะ? คำถามก็คือเนื้อสังเคราะห์ที่ถ้าจะออกมาสู่ท้องตลาดได้จริง มันดีเท่าเนื้อสัตว์จริงๆ หรือเปล่า? สุดท้ายมันจะอยู่ที่ว่าผู้บริโภคเลือกซื้ออะไรกิน มันก็อาจจะกลายเป็นแค่อาหารทางเลือกอีกอย่างเท่านั้นเอง และการที่เนื้อสัตว์จริงๆ ที่ได้จากการปศุสัตว์นั้น “มีคู่แข่ง” ก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้มีการพัฒนาคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มก็ได้ (เช่น ความหายาก มีราคา หรืออะไรพิเศษที่เนื้อสังเคราะห์ (ยัง) เลียนแบบไม่ได้)

 

เป็นอย่างไรบ้างครับกับเรื่องของการวิจัยเนื้อสังเคราะห์ของญี่ปุ่น อ่านดูเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ใช่ไหมครับ? แต่ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มีข่าวออกมาแล้วว่าที่สิงคโปร์อนุญาตให้มีการจำหน่าย “เนื้อไก่สังเคราะห์” แล้วในรูปของนักเก็ตไก่ ขอให้เจริญอาหารนะครับ

ขนมปังแกงกะหรี่…และร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านหัวลำโพง

ขนมปังแกงกะหรี่…และร้านเบเกอรี่ญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านหัวลำโพง

คาดว่าผู้อ่านบางท่านน่าจะเคยลิ้มลอง “ขนมปังแกงกะหรี่” หรือ “คะเรปัง” (カレーパン) กันมาบ้าง ขนมปังแกงกะหรี่เป็นขนมปังสไตล์ญี่ปุ่นที่มีลักษณะเป็นทรงกลม ด้านในเป็นไส้แกงกะหรี่ ด้านนอกชุบเกล็ดขนมปังและนำไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน

เนื่องจากผู้เขียนชื่นชอบขนมปังแกงกะหรี่เป็นการส่วนตัว จึงมักตระเวนไปตามร้านเบเกอรี่และคาเฟ่ต่างๆ ที่ขายขนมปังแกงกะหรี่ จนกระทั่งได้พบกับร้านเบเกอรี่และคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นร้านหนึ่งในย่านหัวลำโพงและเกิดความประทับใจขนมปังแกงกะหรี่ (และขนมอื่นๆ) ของร้านนี้จนอยากมาเล่าสู่กันฟัง

ร้านเบเกอรี่สไตล์ญี่ปุ่น โดยคนญี่ปุ่น

ร้านที่ว่านี้มีชื่อว่า “KOKAGE” (“โคคะเงะ” 木陰 แปลว่า ใต้ร่มไม้) ที่มีเจ้าของเป็นสาวญี่ปุ่นที่มีพื้นเพเป็นคนโตเกียว เธอแต่งงานกับสามีคนไทยและเมื่อย้ายมาประเทศไทยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนก็เปิดกิจการเบเกอรี่และคาเฟ่เล็กๆ อยู่ติดกับ T-Boutique Hostel ที่คุณสามีเป็นเจ้าของ

 

ร้าน KOKAGE ซ่อนตัวอยู่ในซอยเล็กๆ ที่ห่างจากสถานีรถใต้ดิน MRT หัวลำโพงประมาณ 600 เมตร พื้นที่ร้านดัดแปลงจากห้องแถวขนาดไม่ใหญ่มากนัก การตกแต่งภายในให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนเดินเข้าร้านคาเฟ่ญี่ปุ่นแถวย่านคิจิโจจิในกรุงโตเกียวไม่มีผิด (คิจิโจจิ หรือ 吉祥寺 เป็นย่านที่ได้รับการโหวตว่าน่าอยู่มากที่สุดย่านหนึ่งในโตเกียว มีคาเฟ่เก๋ๆ และร้านขายของกระจุกกระจิกมากมาย)

เมนูเครื่องดื่มในร้านเป็นภาพสีน้ำที่วาดไว้อย่างน่ารัก เขียนชื่อเมนูไว้ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากร้านนี้ลูกค้าส่วนใหญ่นอกจากคนไทยแล้วจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยด้วย

เมนูเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมนอกจากกาแฟแล้ว ยังมีชานมผสมสมุนไพร ซึ่งจะใส่พวกเครื่องเทศต่างๆ เช่น ซินนามอน (อบเชย) ลงในชานมด้วย

ขนมปังแกงกะหรี่…เมนูเด็ดของร้าน

สำหรับเมนูพวกเค้กและขนมปังจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่ละวันจะมีตัวเลือกประมาณ 4-5 อย่าง (ถ้าไปช่วงบ่ายแก่ๆ อาจจะเหลือตัวเลือกไม่มากนัก) แต่ที่แน่ๆ แทบทุกวันจะมีเมนู “ขนมปังแกงกะหรี่” ของดังของร้านอยู่ด้วยเสมอ

ครั้งนี้ผู้เขียนจะขอมารีวิวขนมสัก 2-3 อย่าง เป็นไอเดียเผื่อให้ผู้อ่านไปลองชิมกันดูบ้าง

แน่นอนว่าที่พลาดไม่ได้คือขนมปังแกงกะหรี่ ซึ่งร้านนี้ทำออกมาได้ชิ้นพอดีๆ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป ที่สำคัญคือขนมปังกรอบนอกนุ่มใน ไม่อมน้ำมัน ด้านในสอดไส้แกงกะหรี่ชุ่มฉ่ำแบบจัดเต็มและมีกลิ่นหอมมาก

 

 

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ลองชิมขนมปังแอปเปิ้ลคาราเมล (りんごキャラメル) ด้วย จุดเด่นของเมนูนี้คือเนื้อสัมผัสของขนมปังที่นุ่มมาก อีกทั้งมีความหวานอ่อนๆ กลิ่นของแอปเปิ้ลก็เข้ากับคาราเมลได้เป็นอย่างดี

ขนมอีกอย่างที่ผู้เขียนได้ลองคือเค้กผลไม้รวม (ミックスフルーツケーキ) ซึ่งมีเนื้อสัมผัสคล้ายเค้กกล้วยหอมแต่ใส่สารพัดผลไม้แห้งผสมไปในเนื้อเค้ก ส่วนด้านบนท้อปปิ้งด้วยวิปครีมและบลูเบอรี่ รสหวานอ่อนๆ ของเค้กและความเปรี้ยวของบลูเบอรี่เมื่อรับประทานคู่กับชานมสมุนไพรแล้วมีความเข้ากันสุดๆ    สล็อตเว็บตรง

สำหรับใครที่คิดถึงคาเฟ่ที่ญี่ปุ่น และอยากไปลองร้านที่มีบรรยากาศน่ารักๆ อบอุ่นแบบญี่ปุ่น และมีขนมสูตรจากคุณแม่บ้านญี่ปุ่นแล้วล่ะก็ คิดว่า KOKAGE คงจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลย

ส่วนใครที่กลัวจะสื่อสารกับเจ้าของร้านชาวญี่ปุ่นไม่เข้าใจก็ไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากเจ้าของร้านสามารถพูดภาษาอังกฤษได้และสื่อสารภาษาไทยได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

สำหรับการเดินทางไปที่ร้านก็ไม่ยากเลย หากเดินทางมาด้วยรถใต้ดิน MRT ให้ลงที่สถานีหัวลำโพง เดินมาตามถนนพระรามสี่ (มุ่งหน้าสามย่าน) เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจารุเมือง เลี้ยวขวาเข้าซอยสุนทรพิมลไปประมาณ 100 เมตรและเข้าซอยย่อยเล็กๆ ด้านขวามือก็จะเจอร้านเลย (ดูเพิ่มเติมในแผนที่) ไม่แนะนำให้ขับรถไปเพราะแถวนั้นเป็นซอยแคบๆและจอดหน้าร้านได้แค่คันเดียว

รายละเอียดร้าน
KOKAGE
41/65 ซอย สุนทรพิมล แขวง รองเมือง เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เวลาเปิด-ปิด: 9.00 – 17.30 น. (ปิดวันจันทร์)
instagram: kokage_bkk

แนะนำ 9 คาเฟ่เมนูชีสแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครในโตเกียว (ตอนที่ 1)

แนะนำ 9 คาเฟ่เมนูชีสแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครในโตเกียว (ตอนที่ 1)

ชีสน่าจะเป็นอาหารโปรดของใครหลาย ๆ คนใช่ไหมคะ ไม่ว่าอะไรถ้าใส่ชีสก็คือดีไปหมด ในโตเกียวก็มีร้านชีสอร่อย ๆ มากมายให้ได้ชิม แต่ถ้าจะมาแนะนำเมนูชีสธรรมดา ๆ ก็จะน่าเบื่อไป วันนี้เราจะมาแนะนำเมนูชีสแปลก ๆ ในโตเกียว ให้ชีสเลิฟเวอร์ทั้งหลายไปลองทานกัน!

STRING STAND eito / Takenotsuka

 

 

ร้านแรกคือ “STRING STAND eito” ในทาเกะโนะทสึกะ ที่จะเสิร์ฟโทสต์แฮมชีสสุดหรูสำหรับคนรักชีสด้วยการโปะชีสเพิ่มเป็นก้อน ๆ ให้อย่างสะใจ ปกติแค่ขนมปังปิ้งหนา ๆ โรยหน้าด้วยแฮมชีสก็ว่าฟินแล้ว แต่ร้านนี้เพิ่มชีสกามองแบร์ที่อบให้ละลายแล้ววางอยู่ด้านบน กลายเป็นดับเบิ้ลชีสที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเป็นมื้อเบา ๆ ในวันหยุด

Shimokitazawa Cheese Koubou / Shimokitazawa

 

 

ร้านต่อไปคือ “Shimokitazawa Cheese Koubou” สำหรับสายชีส นี่เป็นหนึ่งในร้านที่จะต้องปักหมุดมาให้ได้อย่างแน่นอน เป็นร้านที่ค่อนข้างใหม่เนื่องจากเพิ่งเปิดเมื่อปลายเดือนธันวาคมปี 2020 มีขนมหวานจากชีสมากมายที่เหมาะสำหรับฤดูร้อน อย่างซอฟต์ครีมชีสกอร์กอนโซลา มีทั้งความเค็มที่เป็นเอกลักษณ์ของชีสกอร์กอนโซลา ราดน้ำผึ้งเพิ่มลงไปทำให้ซอฟต์ครีมมีรสชาติหวาน ๆ เค็ม ๆ เป็นเมนูยอดนิยมที่ให้ความรู้สึกใหม่ที่บาลานซ์กัน ไม่เอนเอียงไปทางรสชาติไอศกรีมเกินไปหรือรสชาติชีสเกินไป

WARASHIBE GYOZA / Kanda

 

 

ร้านต่อไปคือ “WARASHIBE GYOZA” ที่นี่มีเมนูเกี๊ยวซ่าชีสฟองดูที่ทั้งอร่อยและเพลิดเพลิน เกี๊ยวซ่าย่างกรอบ ๆ จิ้มจุ่มกับชีสยืด ๆ ที่มีทั้งชีสมอสซาเรลล่าและเชดดาร์ เกินต้านจริง ๆ นอกจากเกี๊ยวซ่าชีสฟองดูแล้วยังมีเกี๊ยวซ่าแปลก ๆ ให้ลองอีกกว่า 20 แบบ ทั้งรสบาร์บีคิว หรือแบบโรยผักชี ใครชอบทั้งเกี๊ยวซ่าทั้งชีส จัดว่าคุ้ม!

Rue Favart / Ebisu

 

 

 

ร้านต่อไปคือ “Rue Favart” ในเอบิสุ เป็นร้านเล็ก ๆ ที่มีบรรยากาศแปลกใหม่เหมือนอยู่ในต่างประเทศ มีเมนูเค้กหลากหลายชนิดให้เลือกทาน ที่นิยมสุด ๆ คือชีสเค้ก แต่นี่ไม่ใช่ชีสเค้กธรรมดา ที่นี่มีชีสเค้กร็อกฟอร์ที่ทำจากบลูชีส! มีถั่วและน้ำตาลโรยหน้าเค้กผสมกับรสชาติของบลูชีส ได้รสชาติที่ดีเลิศ ใครอยากลองบลูชีสแบบของหวานก็มาได้เลยค่ะ

Ginza Ginger / Ginza

 

 

ร้านต่อไปคือ “Ginza Ginger” เป็นร้านที่เชี่ยวชาญเรื่องขิงโดยเฉพาะ แต่ถึงแม้จะเป็นร้านขิง ก็มีเมนูชีสที่แสนจะน่าทาน นั่นคือน้ำแข็งไสชีส! น้ำแข็งไสสีขาวนุ่ม ๆ ราดด้วยซอสแรร์ชีสกับชีสกามองแบร์ น้ำแข็งไสของที่นี่ยังสามารถเลือกท็อปปิ้งได้ตามฤดูกาล หรือซอสผลไม้ได้จากเมนู สัมผัสนุ่มฟูละลายในปากบวกกับความเข้มข้นของชีส ไม่น่ากินตรงไหนเอาปากกามาวง!

ยังไม่หมดแค่นี้นะคะ ตอนหน้าจัดมาให้อีก 4 ร้าน รอติดตามกันได้เลย ^^    UFABET เว็บตรง

“คนขายน้ำ” อาชีพน่าสนใจในยุคเอโดะที่มีเฉพาะในฤดูร้อน

“คนขายน้ำ” อาชีพน่าสนใจในยุคเอโดะที่มีเฉพาะในฤดูร้อน

หน้าร้อนประเทศไทยใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ก็อยากจะหาขนมเย็นๆ สไตล์ญี่ปุ่นทานสักหน่อย แต่ก่อนจะได้เจอกับขนมก็มาเจอเข้ากับเรื่องน่าสนใจจนต้องหยิบยกมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ ย้อนกลับไปช่วงฤดูร้อนในยุคเอโดะจะมีอาชีพ “คนขายน้ำ” โดยพวกเขาจะแบกถังที่เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่วทุกมุมถนนเลย ความเป็นมาจะเป็นอย่างไร ไปติดตามชมกันเลย

ต้นกำเนิดอาชีพคนขายน้ำ

ตู้เย็นและตู้แช่แข็งกลายเป็นเรื่องธรรมดาในปัจจุบันไปแล้ว แต่ในยุคเอโดะนั้นไม่มีทั้งตู้เย็น น้ำเย็น และน้ำแข็ง ธุรกิจขายน้ำเย็นจึงเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนในยุคนั้น และถูกเรียกว่า “คนขายน้ำ” หรือ “คนขายน้ำเย็น” โดยน้ำเย็นที่ขายนั้นไม่ใช่น้ำสำหรับดื่ม แต่เป็นน้ำเย็นที่มีรสหวานจากการเติมน้ำตาลลงไป ซึ่งขายคู่กับ “ชิราทามะดังโงะ” ขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวเหนียวญี่ปุ่นที่มีลักษณะขาวๆ กลมๆ บางครั้งก็มีชิราทามะดังโงะแบบสีแดงและสีเหลืองเพื่อให้น่ารับประทานมากขึ้น

“ฮยัคโคอิ ฮยัคโคอิ” เป็นวลีที่คนขายน้ำใช้เพื่อเรียกลูกค้าเวลาเดินเร่ขายไปตามเมือง ซึ่งมีความหมายว่า “เย็น” แม้น้ำที่ใช้นั้นเป็นน้ำที่นำมาจากบ่อน้ำซึ่งให้ความเย็นอย่างเป็นธรรมชาติก็ตาม แต่การแบกถังเร่ขายไปตามถนนในวันที่อากาศร้อนๆ และในสมัยนั้นยังไม่มีวิธีเก็บรักษาความเย็น ดังนั้นน้ำจะอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป เพื่อให้เย็นที่สุดในตอนที่ถึงมือลูกค้านั้น ภาชนะที่นำมาใช้เสิร์ฟก็จะใช้เป็นประเภทชามดีบุกหรือโลหะ เพราะว่าให้ความรู้สึกเย็นอยู่ตลอดมากกว่าการใช้เครื่องปั้นดินเผา แต่ชามดีบุกนั้นยังมีจำนวนน้อย คนขายจึงมักจะเสิร์ฟชามดีบุกสำหรับลูกค้าที่สั่งเพิ่มน้ำตาลเท่านั้น

 

ในยุคเอโดะนั้นน้ำตาลเป็นของหายากและราคาแพง ผู้เขียนคิดว่ารสชาติของน้ำเย็นที่ใส่ชิราทามะดังโกะลงไปเฉยๆ น่าจะไม่ถูกปากคนในสมัยปัจจุบันสักเท่าไหร่ เพราะคงหวานไม่ชื่นใจเท่าทานน้ำเชื่อมแน่นอนค่ะ แต่การขายน้ำเย็นก็ถือว่าเป็นประเพณีอย่างหนึ่งในหน้าร้อนของยุคเอโดะ เพราะเรื่องราวที่ยาวนานนี้ได้เล่าผ่านภาพเขียนอย่าง “ภาพอุกิโยะ” และ “กลอนเซ็นริว” ต่อมาจนถึงในปัจจุบันนั่นเองค่ะ    สล็อตเว็บตรง

พีชแบบไหนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งพีช” ?

พีชแบบไหนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งพีช” ?

พีช หรือที่ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โมโมะ (桃) เป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวาน หอม อร่อย คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน พีชมีหลากหลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่เพื่อนๆ ทราบมั้ยคะว่าพีชแบบไหนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งพีช” มารู้ต้นกำเนิดการเพาะปลูกพีชในประเทศญี่ปุ่นและทำความรู้จักราชินีแห่งพีชกัน

ต้นกำเนิดของพีชในญี่ปุ่น

ในปี 1875 (ยุคเมจิปีที่ 8) มีการนำพีชพันธุ์ Suimitsu (水蜜) จากประเทศจีนเข้ามาในประเทศญี่ปุ่น จากจุดเริ่มต้นนี้เองทำให้มีการเพาะปลูกพีชขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นราวๆ ปี 1900 จูโกโร่ โอคุโบะ ชาวสวนในจังหวัดโอคายามะ ได้เพาะพีชพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า “พีชขาว (White Peach, 白桃)” ขึ้นมา ซึ่งเรียกตามลักษณะภายนอกของลูกพีชที่มีผลสีขาวนวล มีรสหวานฉ่ำเข้มข้น และเนื่องจากมีเนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียว พีชขาวจึงได้ชื่อว่าเป็นพีชที่มีเนื้อและรสหวานปานน้ำผึ้ง ซึ่งจุดเริ่มต้นของการเพาะปลูกพีชทั่วญี่ปุ่นก็ได้เริ่มมาจากการเพาะปลูกพีชขาวนี่เอง

ต่อมาในปี 1932 (ยุคโชวะปีที่ 7) นากาอิจิ นิชิโอกะ ผู้เพาะพันธุ์พืชในจังหวัดโอคายามะ ได้เพาะพีชพันธุ์ใหม่ขึ้นชื่อว่า “พีชขาวพันธุ์ชิมิซุ (Shimizu White Peach, 清水白桃)” ซึ่งเรียกชื่อตามสถานที่ในจังหวัดโอคายามะอย่าง “ชิมิซุ”

พีชขาวพันธุ์ชิมิซุเป็นพีชที่มีกลิ่นหอมละมุน รสชาติหวานฉ่ำ มีเนื้อที่แน่นและนุ่มนวล จึงได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งพีช”

มารู้จัก “ราชินีแห่งพีช” พีชขาวพันธุ์ชิมิซุ

พีช พันธุ์ ชิมิซุ

พีชขาวพันธุ์ชิมิซุเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพสูง จึงนิยมนำไปมอบเป็นของขวัญ เหตุผลที่ทำให้พีชพันธุ์นี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นราชินีแห่งพีชเพราะมีสีขาวน้ำนมนวลเนียน นอกจากสีจะสวยแล้วยังกลมมน รูปลักษณ์ที่โดดเด่นนี้ถือเป็นเป็นจุดเด่นของพีชพันธุ์นี้เลยก็ว่าได้ น้ำหนักต่อลูกประมาณ 250 – 300 กรัม

 

อีกหนึ่งเหตุผลนอกจากรูปลักษณ์ที่สวยงามคือรสชาติ พีชขาวพันธุ์ชิมิซุนั้นมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล เรียบเนียน และหวานฉ่ำ เพียงกัดเข้าไปความหวานอร่อยจะกระจายไปทั่วปาก จึงไม่แปลกที่ใครต่อใครจะยกย่องเป็นราชินีแห่งพีช    สล็อตเว็บตรง

ช่วงแรกมีการเพาะพันธุ์พีชขาวพันธุ์ชิมิซุที่จังหวัดโอคายามะ แต่ในปัจจุบันก็มีการเพาะปลูกที่จังหวัดวาคายามะด้วยเช่นกัน ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวคือปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม นอกจากจะมีช่วงระยะเวลาที่สั้นมากแล้วยังขายหมดไวมาก โอกาสที่จะได้ชิมราชินีแห่งพีชนี้อาจจะมีน้อย แต่ถ้าได้ลองทานสักครั้งรับรองว่าประทับใจไม่รู้ลืมแน่นอน

ความคืบหน้าไฟไหม้พระราชวังชูริ และกรณีศึกษามาตรการป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่สมบัติชาติ

ความคืบหน้าไฟไหม้พระราชวังชูริ และกรณีศึกษามาตรการป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่สมบัติชาติ

วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2019) 11.22 น. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงเมืองนะฮะ (那覇市消防局) สำนักงานตำรวจเมืองนะฮะ (那覇署) และหน่วยงานป้องกันอัคคีภัยประจำกระทรวงมหาดไท (総務省消防庁) ได้ลงพื้นที่สำรวจเพื่อหาสาเหตุของไฟไหม้พระราชวังชูริที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2019

ในเหตุการณ์นี้ อาคารห้องโถงหลัก (正殿) ของพระราชวัง รวมถึงอาคารอีก 6 หลังได้รับความเสียหาย รวมถึงผลงานศิลปะที่จัดแสดงในอาคารพระราชวัง 45 ชิ้นที่ถูกเผา และภาพวาด เครื่องลงรัก และสิ่งทออีก 1,501 ชิ้นที่ถูกจัดเก็บอยู่ในห้องเก็บของนั้นยังไม่สามารถยืนยันสภาพได้เนื่องจากภายในห้องเก็บของยังมีอุณหภูมิที่สูงจนไม่สามารถเข้าไปได้

ช่องโหว่ในระบบและกฎหมายป้องกันอัคคีภัยในพื้นที่พระราชวังชูริ

จากรายงานของหน่วยดับเพลิงประจำเมืองนะฮะ พบว่าอาคารห้องโถงหลักของพระราชวังชูริมีการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยทั้งถังดับเพลิง หัวดับเพลิง ระบบปั๊มน้ำ ปืนฉีดน้ำ และ Drencher ใต้หลังคาสำหรับป้องกันไฟจากพื้นที่รอบข้าง แต่ตัวอาคารห้องโถงหลักกลับไม่มีสปริงเกลอร์สำหรับป้องกันไฟภายในตัวอาคาร

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (文部科学省) ได้ออกหนังสือสนับสนุนให้มีการติดตั้งสปริงเกลอร์ภายในพื้นที่สมบัติชาติ อย่างไรก็ตาม ทางองค์กร Okinawa Churashima (沖縄美ら島財団) ที่มีส่วนในการรับผิดชอบดูแลพระราชวังชูริยอมรับว่าทางหน่วยงานไม่ได้ทำความเข้าใจหนังสือฉบับดังกล่าวอย่างถี่ถ้วน ทำให้ไม่มีการติดตั้งสปริงเกลอร์ภายในอาคารห้องโถงหลัก

หลังจากที่มีการซ้อมป้องกันอัคคีภัยสำหรับพระราชวังชูริเมื่อเดือนธันวาคม 2018 ระบบอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัยในอาคารห้องโถงหลักก็ถูกตรวจสอบครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นจนถึงวันเกิดเหตุก็ยังไม่มีการตรวจสอบความเรียบร้อยของระบบป้องกันอัคคีภัยอีก เนื่องจากกำหนดการซ้อมป้องกันอัคคีภัยครั้งต่อไปคือเดือนธันวาคม 2019 ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ หน่วยงานด้านวัฒนธรรม (文化庁) ระบุว่า หลังเหตุการณ์ไฟไหม้วิหารนอเทรอดามที่ฝรั่งเศสเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา กฎหมายว่าด้วยการป้องกันอัคคีภัยและสมบัติทางวัฒนธรรมได้ออกมาตรการป้องกันอัคคีภัยฉบับพิเศษสำหรับสมบัติชาติและสมบัติทางวัฒนธรรมอื่นๆ พร้อมทั้งออกแนวทางการป้องกันอัคคีภัยและการตรวจสอบระบบอุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานระบุว่า โครงสร้างอาคารที่ถูกบูรณะขึ้นใหม่ หรือ ณ ที่นี้คืออาคารห้องโถงหลักและอาคารส่วนอื่นของพระราชวังชูริที่ถูกเผาไปนั้นไม่ได้ถูกรวมอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของมาตรการนี้ ส่วนหนึ่งนั้นเนื่องจากอาคารที่ถูกบูรณะถูกสร้างขึ้นหลายทศวรรษก่อนจะมีการออกมาตรการฉบับนี้มา

กำลังใจจากทั้งญี่ปุ่นเพื่อจะเห็นพระราชวังชูริอีกครั้ง

วันนี้ (1 พฤศจิกายน 2019) ที่เมืองนะฮะ (那覇市) จังหวัดโอกินาวา (沖縄県) จังหวัดคุมาโมโตะ (熊本県) จังหวัดวากายามะ (和歌山県) และกรุงโตเกียว (東京都) มีการตั้งกล่องงรับบริจาคเงินช่วยเหลือในการบูรณะพระราชวังชูริขึ้นใหม่

นอกจากนี้ ซุงะ โยชิฮิเดะ (菅官房) หัวหน้าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออกมากล่าวถึงการบูรณะพระราชวังชูริขึ้นใหม่ว่า “ทางรัฐบาลจะช่วยเหลือในการบูรณะพระราชวังชูริขึ้นใหม่อย่างสุดความสามารถ” ซึ่งทางหน่วยงานด้านวัฒนธรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้เดินทางไปลงพื้นที่ ณ จังหวัดโอกินาวาและรายงานข้อมูลกลับมายังรัฐบาลเพื่อหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

 

ทามากิ เดนนี (玉城デニー) ผู้ว่าราชการจังหวัดโอกินาวากล่าวว่า “พระราชวังชูริเป็นสัญลักษณ์แทนตัวตนของจังหวัดโอกินาวาและคนโอกินาวาที่อยู่ทั่วทุกมุมโลก ทางจังหวัดจะเร่งการบูรณะพระราชวังชูริขึ้นใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุด”

นากามะ ยูกิเอะ (仲間由紀恵) นักแสดงหญิงจังหวัดโอกินาวาและเคยแสดงนำในละครโทรทัศน์ Tempest (テンペスト) เมื่อปี 2011 ที่มีพระราชวังชูริเป็นฉากสำคัญของเรื่อง กล่าวว่า “ตอนที่เห็นข่าวฉันช็อคมาก ความรู้สึกที่สูญเสียสัญลักษณ์ของบ้านเกิด ของโอกินาวา และสิ่งที่เล่าขานประวัติศาสตร์ของริวกิว การสูญเสียสิ่งที่ทดแทนไม่ได้อย่างพระราชวังชูริไปนั้นเป็นความรู้สึกที่แทบทนไม่ได้ สำหรับตัวฉันเองที่เคยถ่ายทำละคร Tempest พระราชวังชูริเป็นสถานที่แห่งความทรงจำ แต่ฉันหวังว่าสักวันพระราชวังจะถูกสร้างขึ้นใหม่ และพวกเราจะได้เห็นพระราชวังที่สวยงามนั้นอีกครั้งค่ะ”

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจากแหล่งข้อมูลต่อไปนี้ค่ะ      สล็อตเว็บตรง

ใครว่าภาษาถิ่นมีแค่คันไซ มาเรียนรู้ภาษาถิ่นโอกินาว่ากันเถอะ!

ใครว่าภาษาถิ่นมีแค่คันไซ มาเรียนรู้ภาษาถิ่นโอกินาว่ากันเถอะ!

โอกินาว่า เกาะทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศญี่ปุ่น มีภาษาและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่ เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่คนไทยเราก็นิยมไปท่องเที่ยวกัน แต่ไหน ๆ ได้ไปเที่ยวแล้ว จะไม่เรียนรู้ภาษาถิ่นไว้สักหน่อยก็กระไรอยู่ บางคนอาจจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับภาษาถิ่นคันไซ ภาษาถิ่นฮากาตะ แต่สำหรับภาษาถิ่นโอกินาว่าคงจะไม่ค่อยได้ยินใครพูดสักเท่าไหร่ใช่ไหมล่ะคะ วันนี้เราลองไปเรียนรู้ภาษาถิ่นโอกินาว่าที่น่าสนใจกันค่ะ

はいさい・はいたい (Haisai • Haitai)

มีความหมายว่า สวัสดี เทียบได้กับ こんにちは (Konnichiha) สามารถใช้ได้ทุกเวลา เช้ากลางวันเย็น โดยผู้ชายจะใช้ はいさい (Haisai) ส่วนผู้หญิงจะใช้ はいたい (Haitai) สามารถใช้ได้กับเพื่อนหรือคนสนิท แต่หากใช้กับผู้ที่อายุมากกว่า ก็จะใช้คำว่า ちゅーうがなびら (Chuu Uganabira) แปลว่าสวัสดีเช่นกัน แต่จะมีเลเวลที่สุภาพกว่า

にふぇーでーびる (Nifeedeebiru)

มีความหมายว่า ขอบคุณ เหมือนกับ ありがとうございます (Arigatougozaimasu) หากอยากบอกว่าขอบคุณมาก ๆ สามารถใส่คำว่า いっぺー (Ippee) ไว้ข้างหน้าได้เลย ถ้าเป็นที่เกาะอิชิกาคิ จะพูดว่า にーふぁいゆー (Niifaiyuu) ส่วนบนเกาะมิยาโกะจิมะ จะพูดว่า たんでぃがーたんでぃ (Tandigaatandi) ฟังดูไม่เหมือนภาษาญี่ปุ่นเลยนะคะเนี่ย

うちなーんちゅ (Uchinaanchu)

เป็นคำที่ใช้เรียกผู้ที่เป็นชาวโอกินาวะโดยกำเนิด แต่เดิมคำนี้เพี้ยนมาจากคำว่า おきなわ (Okinawa) กลายเป็น おきなー (Okinaa) และกลายเป็น うちなー (Uchinaa) จนกลายเป็นคำว่า うちなーんちゅ ในเกาะโอกินาว่าเองก็มีผู้คนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบนเกาะเช่นกัน โดยจะเรียกผู้คนเหล่านั้นว่า ないちゃー (Naichaa) มาจากคำว่า 内地 (Naichi) ที่แปลว่า บนแผ่นดินใหญ่

でーじ (Deeji)

มีความหมายว่า มาก เทียบได้กับคำว่า とても (totemo) สำหรับคนที่อยากลองพูดภาษาถิ่นโอกินาว่า แต่สำเนียงไม่ได้ แค่พูดคำว่า でーじ ก็จะทำให้การสนทนาดูมีความเป็นโอกินาว่าขึ้นทันทีเลยค่ะ นอกจาก でーじ ยังมีคำว่า しに (Shini) ที่แปลว่ามากได้อีกด้วย แต่จะให้ความรู้สึกที่มากกว่า でーじ เช่น しにおいしい (Shini Oishii) จะให้ความรู้สึกว่าอร่อยมากกว่า でーじおいしい (Deeji Oishii)

ちゅら (Chura)

มีความหมายว่า สวย คล้ายกับคำว่า きれい (Kirei) สามารถใช้ในการจบประโยคได้ เป็นคำที่พบเห็นได้บ่อย ๆ ในภาษาถิ่นโอกินาว่า ด้วยอิทธิพลที่หลากหลายทั้งจากชื่อพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Okinawa Churaumi และละครทีวียอดนิยมในตอนเช้า “Churasan” คำว่า ちゅら จึงกลายเป็น 1 ในคำคุ้นเคยของภาษาถิ่นโอกินาว่า

 

ตัวอย่างคำที่ใช้คำว่า ちゅら เช่น
ちゅらさんセット (Churasansetto) เมนูแบบเป็นเซตในร้านอาหาร
チュラサンダル (Churasandaru) ชื่อยี่ห้อรองเท้าแตะ
美らドレッシング (Chura Dressing) น้ำสลัดแบบโอกินาว่า

なんくるないさ (Nankurunaisa)

คล้ายกับภาษากลางว่า 大丈夫、なんとかなるさ〜 (Daijyoubu, Nantokanarusa~) หรือแปลเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง คำนี้บ่งบอกถึงความสบาย ๆ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของคนโอกินาว่า แต่ความจริงแล้ว คนโอกินาว่าไม่นิยมพูดคำนี้กันนะคะ อีกทั้งไม่ได้มีความหมายว่าเดี๋ยวทุกอย่างก็ดีเอง ซึ่งมันอาจจะฟังดูหละหลวมไปหน่อย แต่มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น แต่เดิม なんくるないさ จะใช้กล่าวในความหมายว่า ประพฤติตนให้ถูกต้องในฐานะที่เป็นมนุษย์ ที่เหลือจะเป็นอย่างไรให้ฟ้าดินเป็นผู้กำหนด

การเรียนรู้ภาษาถิ่นของคนพื้นที่ จะช่วยให้นักท่องเที่ยวอย่างเรา ๆ สามารถเข้าใจและเข้าถึงท้องถิ่นนั้นได้ง่ายขึ้น เกาะโอกินาว่าเองก็มีอะไรที่ยูนีคจนแทบจะกลายเป็นอีกประเทศนึงที่ไม่ใช่ญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้ ใครที่เริ่มเบื่อญี่ปุ่นแผ่นดินใหญ่แล้ว ลองตีตั๋วไปเที่ยวโอกินาว่าดูก็น่าสนุกเหมือนกันนะคะ ^^        สล็อตเว็บตรง

โรงแรมและเรียวกังในจังหวัดโทจิงิจัดแคมเปญ “แช่ออนเซ็น 500 เยน” ช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจในช่วงเกิดโรคระบาด

โรงแรมและเรียวกังในจังหวัดโทจิงิจัดแคมเปญ “แช่ออนเซ็น 500 เยน” ช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจในช่วงเกิดโรคระบาด

แช่ออนเซ็นช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจ

การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ส่งผลให้มีการยกเลิกการจองห้องพักจากนักท่องเที่ยวมากมาย สมาคมผู้ประกอบการโรงแรมและเรียวกังจังหวัดโทจิงิ จึงได้จัดแคมเปญ “แช่ออนเซ็นแบบหนึ่งวันได้ในราคา 500 เยน (นักเรียน 300 เยน)”  จากราคาปกติ 1,000 เยนขึ้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนมาแช่ออนเซ็นเพื่อเยียวยาร่างกายและจิตใจ ลดความตึงเครียดจากการระบาดของไวรัส

แช่ออนเซ็นช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจ

จากการสอบถามผู้ประกอบการ 293 แห่งภายในจังหวัดพบว่า ช่วงระหว่าง 24 มกราคมถึง 17 พฤษภาคม มีแขกยกเลิกห้องพักถึง 76,928 การจอง ทำให้สูญรายได้เป็นจำนวนเงิน 96,492,000 เยน หรือ ราว ๆ 32 ล้านบาท จึงได้มีการหารือร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการเพื่อช่วยพยุงกันในช่วงสภาพเศรษฐกิจที่เลวร้ายนี้ โดยมีผู้ประกอบการโรงแรมทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเข้าร่วมอย่างมากมายถึง 30 แห่ง

แช่ออนเซ็นช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจ

สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ก็ง่ายเพียงนิดเดียวแค่เข้าไปที่ Facebook  栃木県旅館ホテル若旦那の会 หรือ หรือ Instagram tochigi.onsen.wakadanna แล้วกดไลก์ แสดงให้พนักงานดูก่อนที่เข้าไปในออนเซ็น เพียงเท่านี้ก็ได้แช่ออนเซ็นในราคา 500 เยนแล้ว

แช่ออนเซ็นช่วยบำบัดร่างกายและจิตใจ

ระยะเวลาของแคมเปญนี้จะจัดถึงวันที่ 30 เมษายน ซึ่งจังหวัดโทจิงิเป็นจังหวัดหนึ่งในภูมิภาคคันโตบนเกาะฮอนชู มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย รวมไปถึงอุทยานแห่งชาติชื่อดังอย่างอุทยานแห่งชาตินิกโก ที่สำคัญในจังหวัดโทชิงิยังมีออนเซ็นจำนวนมากถึง 600 แห่งที่มีคุณภาพน้ำอุดมสมบูรณ์ จึงถือว่าเป็นกิจกรรมดี ๆ ในช่วงที่เกิดวิกฤติแบบนี้ที่อยากเอามาแบ่งปัน เผื่อคนไทยคนไหนอาศัยอยู่จังหวัดโทชิงิ อยากแช่ออนเซ็นเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ ก็สามารถเข้าไปใช้บริการได้นะคะ    สล็อตเว็บตรง   

JR EAST PASS ใบเดียวปลดล็อคทุกการเดินทางใน JR East

JR EAST PASS ใบเดียวปลดล็อคทุกการเดินทางใน JR East

ในการแพลนทริปญี่ปุ่นแต่ละครั้ง เรื่องหนึ่งที่จะต้องวางแผนดีๆ เพื่อการเที่ยวที่สะดวกและสนุกคือการเดินทาง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีในกลุ่มคนรักญี่ปุ่นว่าญี่ปุ่นมีตั๋วมากมายหลายแบบให้เลือก วันนี้เราจะมาทำความรู้จักหนึ่งในตั๋วที่ว่านี้ นั่นคือ JR EAST PASS ตัวช่วยหนึ่งที่สามารถปลดล็อคการเดินทางในโทโฮคุให้สะดวกยิ่งขึ้นค่ะ

JR EAST PASS คืออะไร?

JR EAST PASS เป็นหนึ่งในตั๋วแบบ Pass ของ JR East โดย JR EAST PASS มีทั้งแบบ Nagano-Niigata Area ที่ครอบคลุมพื้นที่นางาโนะและนีงาตะ และแบบ Tohoku Area ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 6 จังหวัดของโทโฮคุ ซึ่งสามารถใช้เพื่อจองและขึ้นรถไฟที่เข้าร่วมรายการได้ในราคาพิเศษ เพื่อการเดินทางที่สะดวกและสบายกระเป๋ากว่าเดิม

ใครบ้างที่ซื้อ JR EAST PASS ได้?

JR EAST PASS เป็นตั๋วที่จำกัดเฉพาะผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติญี่ปุ่น และเดินทางเข้าญี่ปุ่นในฐานะ Temporary Visitor ดังนั้น คนไทยเราที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นจึงผ่านคุณสมบัติตรงนี้เรียบร้อยโดยอัตโนมัติ แต่ในทางกลับกัน เพื่อนๆ ที่ทำงานหรือเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่นจะไม่สามารถซื้อ JR EAST PASS ได้เนื่องจากมีวีซ่าทำงานหรือวีซ่านักเรียนอยู่ค่ะ

ซื้อและรับ JR EAST PASS ได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

midori no madoguchi
เพื่อนๆ สามารถมองหาสัญลักษณ์ Midori-no-madoguchi (สีเขียว) เพื่อติดต่อเคาน์เตอร์ JR ได้

สำหรับเพื่อนๆ ที่จะซื้อ JR EAST PASS สามารถซื้อได้ง่ายๆ ผ่าน

  1. ตัวแทนจำหน่าย (เช่น บริษัททัวร์ บริษัทท่องเที่ยว และอื่นๆ)
  2. เว็บไซต์ของ JR EAST
  3. เคาน์เตอร์จำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่น

และสำหรับขั้นตอนซื้อจนถึงรับตั๋วจริงนั้นมี 3 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

  1. ซื้อ JR EAST PASS ที่ตัวแทนจำหน่าย เว็บไซต์ หรือเคาน์เตอร์จำหน่ายที่ญี่ปุ่น
  2. ปริ้นท์ e-ticket และนำติดตัวมาที่ญี่ปุ่น (แต่ถ้าซื้อที่ญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะเช็คความถูกต้องและออกตั๋วให้ทันที)
  3. แสดง e-ticket พร้อมพาสปอร์ตยืนยันตัวตนของเราที่เคาน์เตอร์จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องและออกตั๋ว JR EAST PASS ของเราให้

เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้ตั๋ว JR EAST PASS สำหรับการเดินทางแล้ว! สำหรับวิธีใช้นั้น ให้แสดง JR EAST PASS กับเจ้าหน้าที่ของสถานีรถไฟที่เราจะใช้บริการ เพราะเราไม่สามารถใช้ JR EAST PASS กับเกทอัตโนมัติได้เหมือนตั๋วอื่นทั่วๆ ไป หลังจากเจ้าหน้าที่เช็คความถูกต้องแล้ว เพื่อนๆ ก็สามารถผ่านเข้าไปขึ้นรถไฟได้เลย

JR EAST PASS ราคาเท่าไหร่? ซื้อยังไงให้ได้ราคาถูก?

ราคา JR EAST PASS ล่าสุด (ณ เดือนกรกฎาคม 2020) ในเว็บไซต์ JR East อยู่ที่

ผู้ใหญ่ (อายุ 12 ปีขึ้นไป) : 20,360 เยน (6,031 บาท)

เด็ก (อายุ 6-11 ปี): 10,180 เยน (3,015 บาท)

โดยราคานี้ เป็นราคาของ JR EAST PASS เมื่อเพื่อนๆ ซื้อ JR EAST PASS ที่ญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม เพื่อนๆ สามารถซื้อ JR EAST PASS ในราคาที่ถูกกว่านี้ได้เมื่อซื้อที่ประเทศไทยก่อนเดินทางมาญี่ปุ่น โดยส่วนลดจะอยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งจะเป็นราคาดังนี้

ผู้ใหญ่ (อายุ 12 ปีขึ้นไป) : 19,350 เยน (5,732 บาท)

เด็ก (อายุ 6-11 ปี): 9,670 เยน (2,864 บาท)

นอกจากการซื้อที่ประเทศไทยจะทำให้เราได้ JR EAST PASS มาในราคาถูกลงแล้ว เรายังจะได้สิทธิพิเศษในการจองที่นั่งบนชินกันเซนและ Joyful Train ต่างๆ ได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียมอีกด้วย โดยมีเงื่อนไขเพียงต้องจองล่วงหน้าภายใน 1 เดือนเท่านั้น กล่าวคือยิ่งจองแต่เนิ่นๆ ยิ่งเดินทางสบาย

JR EAST PASS ใช้ขึ้นรถไฟไหนได้บ้าง?

JR EAST PASS สามารถใช้ขึ้นรถได้ตั้งแต่สนามบินฮาเนดะและนาริตะ โดยสามารถใช้ขึ้นรถไฟและรถบัสในเครือ JR East ได้มากมายอย่างไม่จำกัดจำนวนเที่ยวตามลิสต์นี้

  1. รถไฟสายต่างๆ ใน JR East (รวมถึง Bus Rapid Transit (BRT))
  2. Tokyo Monorail
  3. รถไฟสาย Izu Kyuko (ในจังหวัดชิสุโอกะ)
  4. รถไฟสาย Aoimori Railway (สถานี Metoki – สถานี Aomori ในจังหวัดอาโอโมริ)
  5. รถไฟสาย Iwate Galaxy Railway (IGR) (สถานี Morioka จังหวัดอิวาเตะ – สถานี Metoki จังหวัดอาโอโมริ)
  6. รถไฟสาย Sendai Airport Transit

นอกจากนี้ เพื่อนๆ ยังสามารถใช้ JR EAST PASS จองที่นั่งปกติบนรถไฟด่วนพิเศษที่เชื่อม JR East และรถไฟสาย Tobu Railway ได้ ได้แก่ Nikko, Kinugawa และ SPACIA Kinugawa รวมถึงสามารถนั่งรถไฟธรรมดา (และรถด่วน) ของ Tobu Railway ระหว่าง Shimo-imaichi และ Tobu-nikko / Kinugawa-onsen ได้

ใช้  JR EAST PASS จองที่นั่งได้ยังไง?

เพื่อนๆ ที่ถือ JR EAST PASS สามารถจองที่นั่งบนรถชินกันเซ็นหรือ Joyful Train ได้ผ่าน 2 ช่องทางนี้

1. เคาน์เตอร์บริการในสถานีรถไฟ JR

นำบัตร JR EAST PASS ไปแสดงที่ JR East Travel Service Center, JR Ticket Office (Midori-no-madoguchi) หรือ Travel Service Center (View Plaza) ในสถานีรถไฟ JR East สาขาใหญ่ในพื้นที่ที่ JR EAST PASS ของเราครอบคลุมเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการจองที่นั่ง

2. ทาง Online

เพียงคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ eki-net.com ของ JR East ตามลิ้งค์ด้านล่างและทำตามขั้นตอน เพื่อนๆ ก็สามารถจองที่นั่งด้วยตนเองได้ง่ายๆ

จองที่นั่งรถไฟ: eki-net.com

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากที่นั่งบนรถไฟมีจำกัด เพื่อนๆ จึงต้องรีบจองที่นั่งล่วงหน้าเพื่อให้ได้ที่นั่งอย่างที่ต้องการ โดยสามารถจองล่วงหน้าได้นานถึง 1 เดือน

JR EAST PASS ใช้ได้นานขนาดไหน?

JR EAST PASS มีอายุ 14 วัน (เริ่มนับจากวันที่ออกตั๋วจริงที่ญี่ปุ่น) โดยในช่วง 14 วันนี้ เพื่อนๆ จะสามารถใช้ JR EAST PASS ได้เพียง 5 วันเท่านั้น แต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็น 5 วันติดกันก็ได้ เช่น เพื่อนๆ สามารถใช้ตั๋ววันที่ 1-5 ก.ค. ได้ หรือจะใช้ในวันที่ 1, 7, 12-14 ก.ค. ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องระบุวัน 5 วันนี้ล่วงหน้า เพียงนำ JR EAST PASS ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ที่สถานีในวันที่จะเดินทาง เพื่อนๆ จะได้สแตมป์มา และจะนับวันนั้นเป็นหนึ่งวันที่เพื่อนๆ ได้ใช้ JR EAST PASS นั่นเอง

การเปลี่ยนหรือคืน JR EAST PASS

ซื้อและรับ JR EAST PASS ได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน

เมื่อรับตั๋ว JR EAST PASS ที่ญี่ปุ่นแล้ว อายุของบัตรจะนับถอยหลังโดยอัตโนมัติ โดยเพื่อนๆ จะไม่สามารถเปลี่ยนวันหมดอายุของตั๋วได้

หากเพื่อนๆ ต้องการยกเลิกและขอคืนตั๋ว เพื่อนๆ สามารถขอคืนแบบ Refund ได้ในช่วงที่ JR EAST PASS ยังไม่หมดอายุ และต้องเป็นก่อนที่เพื่อนๆ จะใช้ตั๋วด้วย

นอกจากนี้ ในกรณีที่เพื่อนๆ ได้จองที่นั่งบนรถไฟไว้แต่ขึ้นรถไม่ทัน เพื่อนๆ ไม่สามารถขอ Refund ตั๋วที่จองไว้ได้ แม้ว่าจะไม่ได้ใช้ตั๋วใบนั้นก็ตาม

ถ้า JR EAST PASS หายหรือถูกขโมย สามารถขอให้ออกใหม่ได้หรือไม่?

น่าเสียดายที่ในกรณี JR EAST PASS หายหรือถูกขโมย ทาง JR มีนโยบายไม่ออก JR EAST PASS ให้ใหม่ และผู้โดยสารต้องซื้อตั๋วเดินทางที่จำเป็นใหม่อีกครั้ง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆ ซื้อ JR EAST PASS มาแล้ว ก็คงต้องเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีทีเดียวค่ะ    สล็อตเว็บตรง

ถึงอย่างนั้น JR EAST PASS ก็นับเป็นตั๋ว Pass หนึ่งที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับการเดินทาง และเป็นมิตรกับงบเที่ยวญี่ปุ่นมากทีเดียว เพื่อนๆ ที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม หรือซื้อตั๋วได้ในเว็บไซต์ JR East ตามลิ้งค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ ขอให้สนุกกับทริปญี่ปุ่นครั้งหน้านะคะ